เว็บบอร์ดตำรวจ
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์เปิดการใช้งาน?
กุมภาพันธ์ 09, 2010, 09:27:55

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ค้นหา:     การค้นหาขั้นสูง
ยินดีต้อนรับสู่ เว็บบอร์ดตำรวจ ครับ/ค่ะ
258939 กระทู้ ใน 14419 หัวข้อ โดย 30309 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: perapat pinitdung
* หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  เว็บบอร์ดตำรวจ
|-+  กลุ่ม การสนทนา หรือ ความรู้ตำรวจ
| |-+  บอร์ด สนทนาเรื่องทั่วไป (ผู้ดูแล: somboon51, adm_tp1, fowler, therd, von, เจ้าหน้าที่ห้องสมุด)
| | |-+  ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
0 สมาชิก และ 0 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « previous next »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ  (อ่าน 1930 ครั้ง)
v Cop
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1681


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
« เมื่อ: เมษายน 17, 2006, 15:48:00 »

พอดี ผม ไปอ่าน blog ของ รุ่นพี่ ครับ

เห็นว่าบางอย่าง อาจจะอยู่ในความทรงจำ ที่ผ่านมา ครับ เลยขออนุญาต คัดลอก มาไว้ ณ ที่นี่ นะครับ

ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=jurisprudence&group=1

ผู้เขียน พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ  นรต.47 ขณะนี้ศึกษาระดับปริญญาเอกอยู่ USA

ประวัติ

EDUCATION:


    University of Illinois College of Law, Champaign, Illinois
    ● Candidate for Doctor of Science of Law (J.S.D. Candidate)
    ● Masters Degree in Law, May 2005
    ● Candidate of a legal consultant for Legal Vice Presidency department of World Bank 2005
    School of Law, Indiana University – Bloomington, Indiana
    ● Masters Degree in Law, May 2004
    ● Top 5% of Class (G.P.A. 3.96/4.00)
    Faculty of Law, Thammasat University, Bangkok, Thailand
    ● Masters Degree in Law (Public Law), May 2003
    Thai Bar Association, Bangkok, Thailand
    ● Barrister-at-Law, 2001
    ● Top 1% of Class
    Faculty of Law, Thammasat University, Bangkok, Thailand
    ● Bachelors Degree in Law,(2nd class of honor), February 2000
    ● Top 1% of class
    Faculty of Political Science, Thammasat University, Bangkok, Thailand
    ● Masters Degree in Political Science (Public Administration), May 1997
    Royal Police Academy of Thailand, Nakornpratom, Thailand
    ● Bachelors Degree in Public Administration (Police Science), March 1994
    ● Top 1% of class
    ● Certificate of Excellent Study and Leadership Award.

LEGAL EXPERIENCE:


    Legal Affair Division, Royal Thai Police Department:
    Inspector of section 6 (Economic Crime Audit), 2001 to 2003.
    ● Advised the Commissioner on the legality of withdrawing prosecutorial charges of economic crimes according to Article 145 of Thailand Criminal Procedure Code
    ● Served on several legal and technical committees and prepared proposal to law amendment of Thai Police Department
    ● Served as a representative of the Police Department on regulation and law amendment committees of other govermental offices
    ● Completed the course of the Financial Complex Investigation of International Law Enforcement Academy (ILEA)
    Inspector of public personnel, 2001 to 2002.
    ● Managed the human resources, including investigated the office misconduct
    ● Conducted several researches to Legal Affair Division to develp police personnel, and reorganized Legal Affair Division
    Central Investigation Bureau, Royal Thai Police Headquarters:
    Policy and Planning Maker, 1999 to 2001.
    ● Designed the policies to suppress and control the crime.
    Investigator, 1994 to 1999
    ● Conducted the criminal investigations, including the financial crime.
    ● Received the outstanding police investigator award

    Metro Police Bureau, Royal Thai Police Department:
    ● Criminal Investigation Assistant and Practitioner, 1994 to 1994
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
v Cop
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1681


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 17, 2006, 15:50:16 »

รู้จักกันหน่อยครับ

ผมสงสัยมานานแล้วเหมือนกันว่า เพื่อน ๆ ที่เขียนบล๊อก เป็นใครกันบ้างหนอ ทำการ ทำงานอะไรบ้าง แต่ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการเขียนบล๊อกของเรา จะไม่ยอมบอกว่าตัวเรานั้นเป็นใคร ผมเลยทำตามแบบที่เขาทำกันมั่ง คือ ไม่ได้บอกชื่อสกุล ผู้เขียน บางที ก็รู้สึกเป็นกรรมเหมือนกันครับว่า ทำไมหนอ ขีดเขียน อะไรมากมาย แล้วทำไม เราจึงไม่บอกว่า////ตัวเรานี้ มันคือใครกัน

ผมถือโอกาสเล่าเรื่องตัวเองหน่อยแล้วกันครับ พื้นฐานครอบครัวผมนั้น คุณปู่ (หรืออาก๋ง) และคุณย่า (อาม่า) อพยพมาจากจีนตอนใต้ โดยทางเรือ มาขึ้นท่าที่สาครบุรีในอดีต อาก๋งและอาม่า แต่งงานกันและมีบุตรด้วยกัน อยู่ที่เมืองจีนแล้ว ๒ คน ตอนอพยพมาเมืองไทย บุตรทั้งสองคนยังเล็กเกินไปที่จะเดินทางระหกระเหินมาด้วย จึงอยู่กับญาติที่เมืองจีน

ท่านทั้งสอง มารับจ้างเป็นกุลี ขุดดิน เบิกร่องสวน จากที่ดินรกร้างว่างเปล่า ให้กับครอบครัวคนไทย เชื้อสายมอญในพื้นที่ แล้วท่านก็ได้รับการว่าจ้างให้เป็นลูกจ้าง ทำงานสวนให้กับครอบครัวดังกล่าวต่อไป ตอนหลัง ๆ ท่านก็ขยับขยาย จากการเป็นลูกจ้าง กลายมาเป็นผู้เช่าที่ดินพื้นที่ท่านขุดเบิกมา สุดท้ายก็ขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวที่ไม่ใหญ่โตนัก และตกเป็นมรดกมาถึงรุ่นผมในปัจจุบัน

อาก๋ง เป็นคนรักการอ่านหนังสือ แต่ผมไม่ทันเห็นหน้าท่านแบบตัวเป็น ๆ หรอก เพราะท่านมาชิงเสียชีวิต ก่อนที่ผมจะเกิด โดยท่านขนหนังสือมาจากเมืองจีนด้วย แล้วที่บ้านเกิดไฟไหม้ ท่านห่วงหนังสือมาก จึงวิ่งฝ่ากางไฟเข้าไปขนหนังสือออกมา ท่านไม่รู้หรอกว่า ไฟที่ร้อน ๆ นี่มันทำให้กล้ามเนื้อของเราไม่ทำงาน ไม่อาจวิ่งออกมาได้ ลูกหลานเข้าไปช่วยท่านออกมา แต่ก็ไม่ทัน บาดแผลมันร้ายแรงเกินเยียวยา ท่านก็เสียชีวิตในที่สุด

พ่อเล่าว่า ตอนอาก๋งฯ ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคยถูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่รู้จักกับข้าราชการตำรวจและอัยการรังแก เหมือนกัน ในพื้นที่จังหวัดที่ผมอยู่นั้น ใช้เรือในการสัญจร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะเรือชนกัน เรือฝ่ายผู้มีอิทธิพล ชนเรือที่อาก๋ง นั่งโดยสารอยู่ แล้วเขาไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ ท่านตำรวจ ก็ข่มขู่สารพัด แต่อาก๋ง ท่านก็ใจสู้ ไม่ยอมฯ คดีจึงขึ้นสู่การพิจารณาของศาลในที่สุด แล้วก็ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายมาในที่สุด อันนี้ มาจากการเล่าของคุณเตี่ยของกระผม ลูกชายคนเล็กของอาก๋งผมนั่นแหละ

คุณแม่ผม ท่านเป็นคนพื้นเพ จังหวัดปั้นโอ่ง ใกล้เคียงกัน ศรกามเทพ ยิงหัวใจคุณเตี่ย กับคุณแม่ ตอนที่แม่ผม มาช่วยญาติทำงานที่บ้านญาติ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ้านคุณเตี่ยผม ท่านตกหลุมรักกัน ตั้งแต่แรกเห็น สมัยที่ท่านทั้งสองยังเป็นวัยรุ่น แล้วก็แต่งงานกัน ธรรมเนียมจีน จะถือว่าคนแต่งงาน ถือว่าเริ่มความเป็นผู้ใหญ่แล้ว พยานรักได้คลานตามกันออกมาติด ๆ กัน จำนวน ๗ คน เป็นชาย ๕ คน หญิงไป ๒ คน

เรื่องพื้นฐานทางการศึกษาของคุณเตี่ย กับแม่ผม นั้น เป็นไปตามกฎหมายสมัยนั้น พอท่านจบประถมศึกษาปีที่ ๔ ท่านก็ออกจากโรงเรียนมาทำสวน อาชีพของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมา แต่ท่านมีวิสัยทัศน์ครับ ท่านทำงานหนัก ตื่นแต่ตีห้า ทำงานหนักจนค่ำ จึงเข้ามา เพื่อส่งให้ลูกทั้ง ๗ คน ได้ร่ำเรียนจนจบระดับปริญญากันทุกคน ทั้ง ๆ ที่อาชีพ ทำสวนนั้น ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ผลผลิตที่เราทำ กว่าครึ่งหนึ่งหายไปพ่อค้าคนกลาง เช่น สมัยหนึ่งบ้านผมปลูกส้ม เราเก็บผลส้มเขียวหวานส่งให้พ่อค้าคนกลาง ราคา ๓ บาท ต่อ กก. ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ เกือบ ๑๐ บาท ต่อ กก. แต่เราก็ไม่มีทางเลือก เพราะเราไม่มีกำลังต่อรอง และเราไม่มีตลาดเป็นของตนเอง

พูดถึงชีวิตชาวสวนแล้ว ตอนเล็ก ๆ พวกเราต้องออกไปช่วยเตี่ยกับแม่ทำสวนตั้งแต่ ประมาณ ๖ ขวบแล้ว ทำอะไรไม่ได้มากหรอกครับ อย่างมาก ก็เข็นเรือลำเล็ก ๆ ไปตามร่องสวน รอรับผลแตงกวาที่มีคนงานมารับจ้างเก็บใส่เข่ง ที่เรือลำเล็ก ๆ นั้นบรรทุกอยู่ เมื่อเข่ง ๔ หรือ ๕ เข่ง เต็ม ก็เข็นออกไปที่ท่าใกล้ ๆ เพื่อให้คนงานบรรจุลงเข่ง ขนาด ๑๐๐ กก. อีกต่อหนึ่ง รุ่นหลาน ๆ ผม มันว่าพวกผมโม้กัน มันบอกว่า "โม้ เด็กขนาดนั้นจะทำงานได้ไง" พวกเรา เลยไม่รู้จะพูดไง ..แถม พ่อแม่ของพวกหลาน ๆ ผม (คือ พี่น้องผมนั่นแหละ) ด้วยที่พวกเราลำบากกันมาก พอมีลูก เลยกลัวลูกจะลำบากไปด้วย เลยไม่ยอมสอนให้พวกเขารู้จักการทำงานไปเลย ผมว่า ผิดมาก ๆ ที่คิดแบบนี้

ชีวิตของพวกผม พี่ ๆ น้อง ๆ ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ ตื่นแต่เช้า ช่วยทำงานสวนก่อนไปโรงเรียน ได้เงินประมาณวันละ ๑ บาท เพื่อไปกินขนม เดินทางด้วยเท้า ประมาณ ๑ กม. คุณเตี่ย กับแม่ จะบอกให้พวกเรา เอาข้าวใส่ปิ่นโต ไปกินด้วยกันที่โรงเรียนตอนกลางวัน เรียนเสร็จ ก็เดินกลับบ้าน มาช่วยทำงานที่สวนฯ ตอนกลางคืน ก็ทำการบ้าน โดยมีคุณเตี่ย กับแม่ ช่วยสอนฯ ส่วนของเล่นนี่แพง ๆ ประเภทหุ่นยนต์ นี่ไม่เคยมีให้เห็นเลยครับ มีแต่เอาก้านกล้วย มาทำเป็นม้า ขี่เล่น เก็บหินมาเล่นหมากเก็บ เก็บกาบมะพร้าวกับหิน มาเล่น ทอยหัวกะโหลก ฯลฯ ผมว่า มันดีไม่น้อย ได้ออกกำลังกายด้วย ได้คิดด้วย ที่สำคัญ ไม่เสียตังค์ครับ

ผมแปลกใจมาก ทั้งคุณเตี่ย และคุณแม่ ท่านเก่งคณิตศาสตร์มาก สูตรคูณ ทุกแม่ ท่านท่องได้หมด เรียกได้ว่าสอนคณิติศาสตร์พื้นฐานได้ดีเลยทีเดียว แถมกระตุ้นให้เราชอบคณิตศาสตร์ โดยการท่องสูตรคูณแข่งกับเราในขณะทำงานสวนไปด้วย ผมว่าบรรยากาศนี้ มันคงหากได้ยาก ทำงานสวน อากาศร้อนสุด ยังมีแก่ใจ ท่องสูตรคูณแข่งกันอีก การกระตุ้นให้เราคิดเราเรียนแบบนี้ ทำให้พวกเรารักคณิตศาสตร์ และเข้าใจมันดีขึ้นมากเลยทีเดียว

ตอนหลัง ๆ คุณเตี่ยฯ ของกระผม ได้จองที่ขายของในตลาดนครปฐมฯ จึงได้โอกาสเอาผลผลิตไปขายเองบ้าง ผ่านพ่อค้าคนกลางน้อยลง ที่ว่าน้อยลง เพราะจริง ๆ ท่านก็ต้องไปขายในลักษณะเหมาเข่งให้ ซาปั๊ว อีกนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ คุณแม่ผม ก็ต้องทำงานสวนหนักขึ้นกว่าเดิม ท่านคิดอย่างเดียว ทำอย่างไรให้พวกเรามีเงินมีทองใช้ ได้เรียนสูง ๆ ตอนนี้ ท่านสุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ต้องผ่าตัดหัวเข่าเพราะกระดูกเสื่อมเนื่องจากการทำงานหนักเกินควร ผมยังจำได้ว่า ท่านแบกเข่งขนาด ๑๐๐ กก. ที่บรรจุมะละกอดิบ ในสวนออกจากท่องร่อง ไปยังท่าในสวนอีกด้านหนึ่งของสวน ไกลเกือบร้อยเมตร ทำอย่างนั้น อยู่ทั้งวัน ท่านฟันดิน โดยใช้จอบเหล็ก ๒ ง่าม ขุดดิน พรวนดิน ได้วันหนึ่ง ไม่แพ้ชายอกสามศอกฯ ท้ายที่สุด ท่านก็ต้องผ่าตัดหัวเข่า ก่อนผมเดินทางมาต่างประเทศเพียง ๑ ปี เพราะเดินไม่ไหวแล้ว

ตอนท่านผ่าตัด หัวใจจะลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะท่านแพ้ยาที่ทำให้สลบ ตื่นขึ้นมา ก็อ๊วก กินอาหารไม่ได้ จนสารเคมีในร่างกายมันแปรปรวน ท่านก็เพ้อพูดจาไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ดีที่พี่สาวผมที่ มีอาชีพเป็นครู มาเฝ้าพยาบาลอยู่ตลอดเวลา ผมกลับไม่ค่อยได้ดูแลท่านเท่าไหร่ ขนาดทำงานอยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาลตำรวจแท้ ๆ นึกแล้วยังละอายใจและรู้สึกผิดไม่น้อยเลย

เตี่ย กับแม่ มักจะภูมิใจในตัวพวกเราเสมอ พี่ชายคนโตผม ตอนจบ มศ.๕ ท่านสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ แต่ท่านตัดสินใจไม่เรียน เพราะสอบเข้าโรงเรียนศุลการักษ์และสำเร็จพร้อมเข้าข้าราชการระดับ ซี ๒ ได้ในเวลา ๑ ปี ที่สั้นกว่า เนื่องจากสถานทางการเงินของครอบครัวยังไม่มั่นคงนั่ง หากทำงานได้เร็ว ก็น่าจะดีกว่า พี่สาวคนรองสองคน ก็จบครู และทำงานเป็นครู พี่ชายคนต่อมา ท่านอยากสืบทอดอาชีพทำสวน ในผืนดินมรดกตกทอดจากอาก๋งอาม่า แปลงที่บุกเบิกนั่นแหละ พี่ชายคนต่อมา ท่านเป็นทันตแพทย์ ส่วนน้องชาย ผมเขาเป็นนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่า คุณเตี่ย กับคุณแม่ ท่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรแล้ว

ส่วนชีวิตผมมันไม่มีอะไรมากจริง ตอนเกิดมาขี้โรคมาก เพราะคุณแม่ท่านนมเจ็บ ไม่สามารถให้นมแม่แก่ผมได้ แม่จึงเลี้ยงด้วย "นมข้นหวาน" เพราะแม่ไม่รู้ว่า "ห้ามใช้เลี้ยงทารก" ยิ่งขี้โรคไปใหญ่ กว่าจะรอดมาได้ ก็ทำแม่ลำบากไม่น้อยครับ หลังจากจบจากโรงเรียนบ้านนอกมา ก็สู่กรุงฯ เริ่มเรียนที่โรงเรียนทวีธาภิเศก เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อยู่ประมาณ ๙ ปี) แล้วก็บังเอิญสอบผ่านได้ทุนมาเรียนที่สหรัฐฯ นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับผมทีเดียวนะครับ ก็ตามที่เล่ามา ก็คงจะจินตนาการได้ว่า ครอบครัวผม ไม่ได้มีสถานะทางการเงินที่ดีพอที่จะส่งลูกมาเรียนเมืองนอกได้เลย ....

โอกาสของเด็กไทย มันช่างต่างกันจริง ๆ นะครับ แต่น่าแปลกใจ คนรวย มีโอกาสที่ดี กลับทิ้งโอกาสดีไปอย่างน่าเสียดาย บางที ก็แอบอิจฉา คนพวกนั้นไม่ได้ครับ และคิดว่า ถ้าเรามีโอกาสอย่างนั้น เราจะไม่ทำให้มันหลุดหายจากไปเลย

สุดท้าย ผมอยากจะกล่าวขอบคุณในความอดทน ความเมตตา กรุณาและความดีของคุณเตี่ย และคุณแม่ของกระผม หากไม่มีท่านแล้ว พวกผม ก็คงไม่มีทางได้มาถึงจุดนี้กันหรอก พระคุณพ่อแม่นี้ เป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ชดใช้อย่างไร ก็คงไม่มีทางหมดได้เลยนะครับ

ปล. รักลูกให้ถูกทาง ต้องฝึกวินัย รู้จักการทำงาน และอดออมครับ อย่าทำตามพี่ ๆ ของผม เขาลำบากมาก เลยไม่ยอมให้ลูกทำงานฯ ลูกอยากได้อะไร ด้วยเหตุที่สมัย ๆ เด็กไม่เคยได้ ก็ถวายให้หมดทุกสิ่ง เสียดายมาก ที่ไม่รู้จักปรับใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาให้เหมาะสมครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
v Cop
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1681


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 17, 2006, 15:50:54 »

บันทึกความทรงจำ: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร

คราวที่แล้ว ได้บันทึกเรื่องราวของผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของกระผมไปแล้ว วันนี้ ผมมาบันทึกต่อสักนิด [กันลืมครับ]

หลังจากเข้ามาเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนทวีธาภิเศกแล้ว การเป็นเด็กบ้านนอก ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผมต้องศึกษาเล่าเรียนหนักกว่าเด็กนักเรียนในกรุงเทพฯ เพราะระดับความเข้มข้นในการศึกษาของเด็กต่างจังหวัดกับเด็กกรุงเทพฯ ต่างกันมาก จำได้ว่าตอน ม.๔ ต้องอ่านหนังสือตั้งแต่ ๒ ทุ่ม ยันเที่ยงคืน ทุกวัน เขียนสูตรและบันทึกสำคัญ ๆ ของวิชา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ฯลฯ ติดข้างฝาผนังไว้เต็มไปหมด .... มันก็ช่วยจำได้ผลดีเหมือนกัน สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในช่วงนี้ คือ การได้รางวัลมูลนิธิวันชัย ชาญอุไร ที่โรงเรียนทวีธาภิเศก สำหรับผู้ที่สอบได้เป็นอันดับแรกของแต่ละห้องเรียน รวม ๗๒ ห้องเรียน ๖ ชั้นปี แม้รางวัลจะมีค่าเพียง ๓๐๐ บาท ก็ตาม แต่มันก็เป็นกำลังใจให้ผมไม่น้อย

พอจบ ม.๔ ได้ยินหลายคนแนะนำให้ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งไม่เคยอยู่ในความคิดมาก่อนเลย เพราะอยากเป็นหมอมากกว่า ไม่เคยรู้จักคำว่า "เตรียมทหาร" มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ดลใจให้ผมนั่งรถเมลล์ไปคนเดียว เดินทางไปกองบัญชาการศึกษา กรมตำรวจ (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อไปซื้อใบสมัครสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร (ในส่วนของกรมตำรวจ) ในวันนั้น

การสอบภาควิชาการ ได้ดำเนินการที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในขณะนั้นแต่ละเหล่า ทั้งทหารบก ( นายร้อย จปร.) ทหารเรือ (นายเรือ) ทหารอากาศ (นายเรืออากาศ) และ ตำรวจ (นายร้อยตำรวจ) เป็นผู้จัดทำข้อสอบและคัดเลือกด้วยตนเอง โดยทุกเหล่าจะสอบภาควิชาการในวันเดียวกัน มีผู้สนใจสอบเหล่าตำรวจมากที่สุด ประมาณ ๑ หมื่นคนเศษ ผู้เข้าสอบจะต้องเข้าทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ต่อเนื่องกัน จำนวน ๑๔๐ ข้อ ในเวลา ๑๔๐ นาที ด้วยผลบุญแห่งการทบทวนวิชาการตลอดระยะเวลาที่เรียน ม.๔ ทุกวัน ตั้งแต่สองทุ่ม ยันเที่ยงคืนฯ ที่กล่าวไปแล้ว จึงทำให้รู้สึกว่าข้อสอบดังกล่าวไม่ยากนัก รอบแรกจึงผ่านไปได้ด้วยดี ปัจจุบัน รู้สึกว่าภาควิชาการ จะไม่สอบต่อเนื่องติดกันแบบที่ผมสอบแล้ว

การสอบภาคทดสอบร่างกาย ดำเนินการที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) มีการทดสอบว่ายน้ำ ๕๐ เมตร วิ่งระยะไกล (๘๐๐ เมตร) วิ่งระยะสั้น (๑๐๐ เมตร) การดันพื้น กระโดดไกล ดึงข้อ และลุกนั่ง (sit-up) ด้วยความที่ผมมีรูปร่างอ้วนเตี้ย เหอ เหอ ทำให้การสอบพละร่อแร่ ๆ วิ่งเข้าเป็นอันดับสุดท้าย แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะประเภทว่า สอบผ่านเวลาแบบคาบเส้นพอดิบพอดี หลายคน สอบไม่ผ่าน เพราะตกว่ายน้ำ ที่สำคัญมาก เพราะ หากตกว่ายน้ำแล้ว จะถูกคัดชื่อออกทันที

เมื่อประกาศผลสอบ ผมเป็นชื่อแรกของเหล่าตำรวจของผู้มีสิทธิเข้าเรียน (สอบได้เป็นอันดับที่หนึ่ง) ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมาเป็นตำรวจ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน เพราะการเรียนในโรงเรียนเหล่า หลังจากจบโรงเรียนเตรียมทหาร (๒ ปี) แล้ว ก็จะใช้เงินทางบ้านน้อยที่สุด ไม่ต้องเสียค่าเทอมฯ แถมโรงเรียนเหล่าฯ ยังมีเครื่องแต่งกายแจกจ่าย อาหารการกินสมบูรณ์ แถมมีเงินเดือนอีกต่างหาก เลยตัดสินใจลองสักตั้ง

การเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร (พระรามสี่) ในสมัยนั้น เป็นการเรียนต่อระดับ ม.๕ และ ม.๖ ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของวัยรุ่น เหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ยังว่าได้ ช่วงแรกของการปรับปรุงลักษณะทหาร เป็นช่วงที่อยากจะลาออกจากสถานฝึกแห่งนี้ ทุกลมหายใจ ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี ๔ กว่า แต่งกายชุดนักเรียนเตรียมทหารใหม่ (กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ยาวถึงหัวเข่า เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว รองเท้าหนังขัดมัน สวมถุงเท้าสีดำยาวถึงหัวเข่า ลองจินตนาการดูเอาเองว่าเป็นอย่างไร) หลังจากแต่งตัวเสร็จ รวมแถว แล้วเคลื่อนพลไปหน้าโรงเรียนฯ จุดเริ่มต้น คือ การปฏิณาณตนต่อพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๕ สามครั้งติดต่อกันว่า

"ข้าพระพุทธเจ้า นักเรียนเตรียมทหาร ....
จะรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยเลือด"


จากนั้น รุ่นพี่ และนายทหาร นายตำรวจปกครอง จะสั่งสอนและปรับปรุงการแต่งกาย ลักษณะการเดิน ฯลฯ หากเราทำไม่ถูกต้อง ไม่สง่างาม ท่านพี่ ก็จะคิดค่าสั่งสอน โดยสั่งให้เราออกกำลังกาย ในท่าต่าง ๆ เช่น ดันพื้น ย่อเข่าครึ่งนั่ง ฯลฯ กว่าจะเสร็จการปรับปรุง แต่ละวัน ก็เกือบ ๗ โมงเช้า นั่นแหละ กินเข้าครั้งแรก คือ การกินที่แปลกประหลาด เก้าอี้ที่นั่งเป็นแบบม้ายาว นั่งได้ประมาณ ๓ คน กว้างประมาณ ๑ ฟุต ที่แปลก คือ นั่งได้แค่เพียง ๑ ใน ๓ ของความกว้างเท่านั้น โดยต้องยืดอก หลังตรง ตักอาหาร ยกขึ้นแบบมุมฉากตักข้าวปาก ที่เห็นคุ้น ๆ ก็แบบในหนังที่มีบททหารเกณฑ์ฝึกใหม่นั่นแหละ

บางทีกินข้าวอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงสวรรค์ ของนายทหาร หรือนายตำรวจปกครอง ประกาศ "ฉาก" หรือ "ฟัง" เราทุกคนก็หยุดกิน หยุดเคี้ยว ถ้าหยุดลมหายใจด้วยได้ ก็คงต้องทำไปแล้ว เพื่อฟังคำสั่งหรือข่าวสารต่าง ๆ โดยปกติก็ไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากจะประกาศเตือน หรือ ต้องการฝึกฝนให้พวกเราอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บใจฯ เช่นว่า

"กินข้าวเสียงดังกันมาก ... ลุก .....ไม่ต้องกินแล้ว"


หลังจากนั้น นายทหารรุ่นพี่ ก็จะสั่งให้พวกเราแบกม้านั่งที่ทำด้วยเหล็ก ไว้เหนือหัว ทำท่าย่อเข่าครึ่งนั่งบ้าง แบกวิ่งรอบสนามบ้าง ฯลฯ พวกเราก็ได้แต่บ่นในใจ แล้วก็ทำตามอย่างไม่ค่อยเต็มใจหรอก ก็ใครมันจะเต็มใจได้เล่า หนักจะตาย .....

กินข้าวเสร็จ ก็ไปเคารพธงชาติหน้าตึก ตัววาย ต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาล ๕ พร้อมปฏิญาณตนทุกวัน แล้ววิ่งเข้าห้องเรียนไป วิชาการเรียนก็เหมือนมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ทั่วไป ยกเว้นวิชาชีววิทยา (ที่ผมเคยได้เกรดสูงสุดอยู่เพียงผู้เดียวในชั้นเรียนที่ทวีธาภิเศกนั่นแหละ คุยซะหน่อย) เรียนจนถึงเวลาเที่ยงฯ ก็เข้าไปแถวไปกินข้าว

อย่าคิดว่าโลกจะสวยงาม ก่อนกินข้าว ก็ต้องเอาเหงื่อแลกก่อน วิ่งรอบสนามไปสัก ๑๐ รอบก่อน เข้าไปกินข้าวในโรงอาหาร .... เหมือนเดิม .... ท่านพี่เขาก็ต้องการให้เราฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่ง .... หาเรื่องไปทั่วนั่นแหละ ..เช่น รุ่นพี่บอกว่า ไม่ทำความเคารพบ้าง ...กินข้าวเสียงดังบ้าง .....อ้าว แบกเก้าอี้ วิ่งไปเรื่อย .... พวกเราก็คิดในใจ อะไรฟะ คนจะกินข้าว ทำไมจะใจร้ายใจดำกันขนาดนี้ ให้กูกินดี ๆ ไม่ได้หรือไงฟะ .......

กินข้าวเสร็จ ก็เข้าห้องเรียนจนบ่ายสี่โมง ...ก็กลับกองร้อย ไปแต่งชุดฝึก ซึ่งช่วงเดือนแรก ไม่มีหรอกชุดฝึก ก็กางเกงน้ำเงิน กับเสื้อยืดนั่นแหละ สิ่งที่ฝึก ก็คือ ฝึกลักษณะทหาร "บุคคลท่ามือเปล่า" ประเภท ซ้ายหัน ขวาหัน ฝึกเดินแบบ "ยืดอกเก็บคาง ตามองตรงไปข้าง" ... ฝึกประมาณ ๒ ชั่วโมง ก็ได้เวลาไปกินข้าวเย็น ............ อย่าคิดว่าจะได้กินอะไรง่าย ๆ เหมือนเดิม แบกเก้าอี้วิ่งได้ทุกมื้อเลย

กลับถึงกองร้อยประมาณ ทุ่มเศษ อาบน้ำแต่งตัว เพื่อไปเข้าห้องทบทวนวิชาการเรียน เรียกว่า "ห้องฝึกฝน" การอาบน้ำวันแรก มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นไม่น้อยเลย เพราะ มองเข้าไปในห้องอาบน้ำ ก็มีอ่างน้ำสองฝั่ง บรรจุน้ำเต็ม แต่ไม่ยักจะมีฝากั้นเป็นห้อง ๆ เอ แล้วจะอาบยังไงฟะ

เมื่อเข้าไปในห้องน้ำ แรก ๆ ทุกคน ก็อาย ใส่ทั้งเสื้อ ทั้งกางเกงอาบน้ำ ขณะที่กำลังอาบน้ำ รุ่นพี่ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนปกครอง ก็เข้ามาในห้องน้ำ เป่านกหวีดเสียงดัง "ปี๊ด" พร้อมกล่าวขึ้นว่า

"ใครใส่เสื้อผ้าอาบน้ำ" "ถอดให้หมด"


คิดในใจ ////พูดจริง พูดเล่นวะ ...มองหน้ากันเลิกลั่ก ... คำสั่งเดิมย้ำมาอีก แน่นอนครับ ต้องปฏิบัติตาม นักเรียนเตรียมฯ รุ่นพี่ ที่เป็นนักเรียนปกครอง เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต้นของพวกเรานี่ .... เออ มันก็โล่งดีนี่หว่า . อาบน้ำแบบนี้ เข้าทำนอง "ลึกซึ้งถึงสัดส่วนชาย" ไม่มีเส้นบาง ๆ มาปิดกั้นอะไรระหว่างเพื่อนอีกต่อไป เห็นกันหมดว่าง่าย ๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีอายอะไรกันอีก

ขณะฝึกฝน รุ่นพี่ที่เป็นนักเรียนปกครอง ก็เข้ามาในห้องฝึกฝน เราก็ไม่สนใจ ประเภท กูจะอ่านหนังสือโว๊ย .. รุ่นพี่เหล่านั้น ก็กล่าวขึ้นว่า

"ผมเข้ามาในห้อง ไม่เห็นหรือไง"


เราคิดในใจ แล้วไงฟะ ////เข้ามาแล้วเกี่ยวอะไรกับกูฟะ .... ท่านพี่ ก็กรุณาแนะนำให้กระจ่างว่า ถ้าท่านผู้บังคับบัญชาเข้ามาในห้องเรียน ในโรงนอน ฯลฯ ก็ต้องตะโกน "ตรง" บอกทำความเคารพ .... แน่นอนครับ ต้องคิดค่าเหนื่อยในการบอกแน่ ๆ อันนี้ แล้วแต่ความกรุณา

ท่านพี่ก็ถามว่า "ใครใส่กางเกงใน ให้ยกมือ" ...... เวรละซิ ...กูด้วย....ยกมือตามระเบียบ .....ท่านพี่ก็สั่งให้ถอด... พร้อมอธิบายว่า เหงื่อออกมาทั้งวัน อับมาทั้งวัน เวลาจะนอนก็ต้องปล่อยให้ "น้องชาย" มันสบายตัวบ้าง อย่าไปรัดมันตลอดเวลา .... เออจริงของเขา มันสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ..... เหอ เหอ (ติดจนถึงปัจจุบันนั่นแหละ)

หลังจากฝึกฝน (ทบทวนวิชาการ) เสร็จ ก็ได้เวลารวมพล สวดมนตร์ และเข้านอนให้ทันเวลา ๔ ทุ่ม จากเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม ทุกคนรวมพลชุดนอนสีขาว แต่อย่าคิดว่ามันเป็นผ้านุ่ม ๆ อะไรนะครับ มันทำด้วยผ้าดิบ ก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไมไม่เอาผ้านุ่ม ๆ มาทำฟะ ...คิดไปเล่น ๆ คงต้องการฝึกความอดทน ....หลังสวดมนตร์เสร็จ จึงได้ร้องอ๋อ ................ รุ่นพี่ ท่านมีความกรุณาฯ ต่อพวกเราเช่นเดิม ท่านก็รวบรวมสิ่งที่พวกเราทำผิดในช่วงกลางวันมาสาธยาย แน่นอนครับ ผิดก็ต้องรับผิด ...เหอ เหอ ...เราต้องใช้กำลังเข้าแลก ....

"เตรียมตัวดันพื้น" .....


คำสั่งให้พวกเราออกกำลังกาย ท่าแล้วท่าเล่า ...ผ่านพ้นไป .... หลายชุด ที่ท่านพี่บรรจงมอบให้ ....จนถึงเวลาสี่ทุ่มนั่นแหละ เหงื่อมโทรมกายเลย ....นี่แหละมั๊งที่เขาให้ต้องใช้ผ้าดิบมาทำเป็นชุดนอน..... แล้วรุ่นพี่ฯ ก็ปล่อยเข้าโรงนอน ....แบบไม่ให้เห็นเศษเนื้อ ....

"ไม่เห็นเศษเนื้อ" คือ ให้นอนคลุมโปง เหงื่อโทรมกาย ให้คลุมโปง คิดดูซิ จะนอนได้ไง ...แต่แปลก หลับปุ๋ย ยันเช้าได้เวลา "ปรับปรุงลักษณะทหาร" อีกแล้ว ....นี่นรกวันใหม่ จะเข้ามาเยือนอีกแล้ว .....คิดในใจว่า ทำไม ชีวิตกู////ลำเค็ญอย่างนี้วะ

ช่วงเริ่มต้นของการปรับปรุงลักษณะทหาร คือ ช่วงที่ท้อแท้ที่สุดในชีวิตเลยครับ อยากจะลาออกวันละล้านหน ...คิดอยู่ตลอดเวลา "กูจะทนอยู่กับสภาวะแบบนี้ทำไมฟะ" ทนายปกครอง กับรุ่นพี่ เขาคงเคยผ่านเวลาเช่นนั้นมาแล้ว คำพูดที่ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นใหม่ จึงดังก้องอยู่ตลอดเวลาว่า

"พ่อแม่ หวังพึ่งพาเจ้า

ครูเล่า หวังเจ้าสร้างชื่อ

ชาติหวัง กำลังฝีมือ

เจ้าคือ ความหวังทั้งมวล"


คำขวัญอีกหลายคำ ยังดังลั่นเป็นระลอก ปลุกใจให้เราฮึกเหิม จำทนและทนได้ในที่สุด เชื่อหรือไม่ครับ ในช่วงเดือนสองเดือนแรก ร่างกายของพวกเราปวดเมื่อยไปเสียทุกส่วน จะวิ่งขึ้นหรือลงบันได จะต้องเอามือเกาะราวบันไดไว้ มันเมื่อยจนไม่อาจจะพรรณนาได้ว่า ความรู้สึกนั้นเป็นเช่นใด ที่แปลกที่สุด คือ อาหารที่กินเข้าไปจำนวนมาก ไม่เคยได้ถูกขับถ่ายออกมาเลย ในช่วงอาทิตย์แรก

ขับถ่ายไม่ออกเลยครับ


ไม่มีเวลาถ่ายพอ ก็ไม่ใช่ครับ แต่ไม่ปวด สมองคิดแต่เรื่อง การทันและตรงต่อเวลาที่นัดหมายตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้นมั๊ง การขับถ่ายครั้งแรก ส่วนใหญ่ คือ การกลับบ้านครั้งแรก หลังจากฝึกและอยู่โรงเรียนไป ๑ อาทิตย์แล้ว ระเบิดหมาเน่าดี ๆ นี่เองครับ ...

ชีวิตนักเรียนเตรียมทหารปีหนึ่ง จะมีสองสามพิธีการที่สำคัญ คือ พิธีประดับตรา "จักรดาว" บนหน้าอก ในวันไหว้ครู พร้อมกับปล่อยให้พวกเราไปเยี่ยมโรงเรียนเดิม ...อีกพิธีหนึ่ง คือ พิธีแต่งชุดนักเรียนเตรียมทหารเต็มยศ คือ เปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน เสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้น เป็นกางเกงเขียว (แบบทหารบก) เสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว หมวกสีน้ำเงิน (แบบทหารอากาศ) ถือกระเป๋าหนัง (ปลอม) รองเท้าหนังขัดมันจนเห็นขี้ฟัน ..... พิธีการที่สำคัญที่สุด คือ การสวมแหวนรุ่น จักรดาว นี่แหละ รุ่นพี่จะสวมแหวนให้เป็นสัญลักษณ์ว่าต่อไปนี้ เราคือ นักเรียนเตรียมทหารเต็มตัวแล้ว .... ...

ชีวิตปีหนึ่ง ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย แข็งแรง เติบใหญ่ มีลักษณะทหารที่น่าชื่นชม ตัวตรงสง่าผ่าเผย นี่แหละครับ อยากจะได้ดาบสวย ๆ สักเล่ม ก็ต้องใช้ไฟแรง ตีมันเข้าไป .... หากไม่ได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤติเช่นนั้น ก็ไม่มีทางได้เห็นดาบที่สวยงามเช่นนั้นหรอกครับ

วันนี้ขอบันทึกแค่นี้ก่อน ...ขอไปรำลึกความหลังก่อน ชักลืมครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
v Cop
ระดับ 5
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1681


www.policecadet49.com


เว็บไซต์
Re: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร ของ พ.ต.ท.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 17, 2006, 16:13:24 »

บันทึกความทรงจำ: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร (ตอน ๒)

ตอนแรกว่า จะปิดบล๊อกกลุ่มนี้ แต่มีเสียงเรียกร้อง ให้เขียนต่อไป เลยเป็นว่า where where is where where คือ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ (ภาษาอังกฤษของผม สุดยอดเลยไหมครับ)



นึกถึงชีวิตนักเรียนเตรียมทหารแล้ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเศร้าและเหงาหงอย ระคนกับความรู้สึกหึกเหิม รักชาติ และหวงแหนแผ่นดินไทย อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ใครไม่เคยผ่านจุดนี้ อาจจะจินตนาการลำบากหน่อยนะครับ

ชีวิตที่แสนจะเศร้าที่สุด คือ ช่วงเป็นนักเรียนเตรียมทหารใหม่ ๆ ช่วงปรับปรุงลักษณะทหารที่ต้องตื่นตั้งแต่ยังไม่ทันได้ล้างหน้าไก่ เอ้ยตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่โน่น ไม่น่าเชื่อนะครับ พวกเรากินข้าวเป็นกะละมัง วิ่งเหมือนม้า ว่ายน้ำเหมือนปลา แต่มันเหนื่อยล้าสุดกำลัง ช่วงเริ่มต้นชีวิตนักเรียนใหม่ พวกเราจะตะโกนในใจพร้อมกับระบายกันเองระหว่างเพื่อนว่า "ชีวิตกูทำไม มันรัดทนนัก" หรือไม่ก็ "ทำไม กูต้องมาอยู่ที่นี่วะ"

คำขวัญที่ต้องท่องทุกวันก่อนรับประทานอาหารและหลังเคารพธงชาติที่ว่า

"ตายเสียดีกว่า ที่จะละทิ้งหน้าที่" ก็ถูกแปลงเป็นว่า

"ตายเสียดีกว่า ที่จะอยู่ที่นี่" ไปซะงั้น


แต่จนแล้วจนรอด ทุกคนก็ทนมันมาได้ แถมมองย้อนหลังกลับไปแล้ว ยังเก็บเอามันมาคุยเล่นได้อย่างสนุกสนาน ไม่น่าเชื่อนะครับว่าตัวเอง จะผ่านจุดนั้นมาได้ ที่คนเราต้องวิ่งวันละเป็นสิบกิโลเมตร ดันพื้น (วิดพื้น) วันละหลายร้อยครั้ง ตามจังหวะการสั่งของรุ่นพี่ และนายทหาร-นายตำรวจปกครองที่ท่านบริหารปาก โดยการพูด แต่จำนวนครั้ง (ยก) ที่สั่งให้เราทำการออกกำลังกายเป็นท่าทางต่าง ๆ ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ยันดึกดื่นของแต่ละวัน



หลังปรับปรุงลักษณะทหารแล้ว เราก็ได้ประดับจักรดาวบนหน้าอกในวันครู คราวนั้นรู้สึกภาคภูมิใจมากที่เราได้มีจักรดาวประดับบนหน้าอก แสดงถึงการเป็นสมาชิกใหม่ของ

"สุภาพบุรุษพระรามสี่" แล้ว


จะว่าไปจริง ๆ ชุดนักเรียนเตรียมทหารช่วงแรก มันช่างตลกสิ้นดี ไม่ได้หล่อแบบภาพข้างบนหรอกครับ แต่ช่วงแรก ๆ เราก็ใส่เสื้อผ้าแบบนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปนั่นแหละ โดยมีเสื้อนักเรียนแบบมีสาบติดกระดุมคอเรียบร้อย ส่วนกางเกงนั้น ก็เป็นกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินยาวถึงหัวเข่า ร้องเท้าหนังสีดำ ถุงเท้ายาวเกือบถึงหัวเข่า นักเรียนเตรียมทหาร ก็ตัดผมเกรียนยาวไม่ถึง ๐.๕ เซ็นติเมตร โอ้... ลองจินตนาการดูเอาเองนะครับ หัวเหมือนหลวงจีนวัดเส้าหลิน ถูกจับมาใส่ชุดกำนัน .... หรือ นักเรียนโบราณ อะไรทำนองนั้น เดินตัวตรง ถือกระเป๋าดำ ... เหมือนกับหุ่นยนต์อย่างไงอย่างงั้น



ผมเชื่อว่า ในขณะนั้น นักเรียนเตรียมทหารทุกคนคงคิดตรงกันว่ามันช่างเท่ห์จริง ๆ เลย โดยเฉพาะ เมื่อต้องเดิน "ยืดอก เก็บคาง ตามองตรงไปข้างหน้า " เหมือนหุ่นยนต์ เรียงกันเป็นทิวแถว ถึงป้ายรถเมล์เขามีหลังคากันแดด และที่นั่งให้ เราก็หยิ่งอีก ต้องไปยืนกลางแดด เพื่อแสดงศักยภาพว่าเราเข้มแข็ง บึกบึน อย่างเท่ห์ว่างั้นเหอะ ...

พวกเราต้องแต่งชุดที่แสนจะเหมือนกำนันอยู่อย่างนั้นสักสองเดือนกว่า ๆ เราก็ได้แต่งชุดนักเรียนเตรียมทหารจริง ๆ คือ เป็นกางเกงทหารบกสีเขียว เสื้อเป็นสีขาวแขนยาวเหมือนทหารเรือ หมวกเป็นสีเทาออกน้ำเงินแบบทหารอากาศ หน้าหมวกเป็นสัญลักษณ์คล้ายตราแผ่นดินของตำรวจ ถือกระเป๋าหนังอย่างเท่ห์ รองเท้าหนังสีดำ แต่ขัดมันเสียจน "ส่องเห็นขี้ฟัน" แทนกระจกได้ .... จริง ๆ นะครับ ผมไม่ได้โม้ ..

แต่ไม่ใช่ว่าจะได้แต่งกายหล่อ ๆ แบบนี้ได้ง่าย ๆ หรอกครับ เขามีพิธีเรียกว่า "การขุดจักรดาว" และ "ขุดชุดเครื่องแบบ" ซึ่งก็คือ การทดสอบความอดทนร่างกายและจิตใจ กลางค่ำกลางคืน ก็อย่าหวังว่าจะได้หลับได้นอน รุ่นพี่ ๆ เขากลัวเราไม่ภูมิใจ เขาจะคอยมาปลุก แล้วสั่งให้เราออกกำลังกายตลอดทั้งคืน ก่อนพิธีการอันศักดิ์จะเริ่มต้นขึ้น .... แต่ทุกคนก็ผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่มีใครตายเพราะการออกกำลังกาย .... มีแต่จะได้กำลัง และความแข็งแกร่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น

นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ๆ และผู้บังคัญชา จะบังคับให้เราท่องบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า "ความทุกข์ที่เกินทน จะหลอมคนให้ทนทาน" ซึ่งก็จริงอย่างไม่อาจเถียงได้เลย เพราะจริง ๆ มนุษย์เรามีความอดทนกว่าที่เราคิดไว้ได้กว่า ๑๐ เท่าเลยทีเดียว รุ่นพี่ ๆ เขาก็ทราบดีว่า การออกกำลังกายขนาดไหน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตร่างกาย และหลักที่สำคัญ คือ ห้ามถูกเนื้อต้องตัว กัน เพราะมันเกิดอารมณ์โมโหได้ง่าย แบบว่า ขืนอนุญาตให้รุ่นพี่ ตบกะบาลเราได้ คงมีได้ "สวน" กันมั่งแหละ ... เขาจึงให้สั่งออกกำลังกายได้อย่างเดียว แต่ห้ามใช้กำลังกายต่อร่างกายของรุ่นน้องโดยเด็ดขาด

แต่ที่มันน่า "เจ็บใจ" สำหรับทุก ๆ รุ่น ผมว่านะครับ คือ "รุ่นพี่" ก็มักจะพูดเสมอว่า รุ่นตัวเอง โดนฝึกฝนมาหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ง่าย ๆ ก็คือ คุยทับกันนั่นแหละ ในทำนองว่า "รุ่นเอ็งมันอ่อน" แต่ "รุ่นข้ามันโดนมาหนักกว่ารุ่นเอ็งนัก" พร้อมกับคำพูดว่า "ใครทนไม่ได้ ก็ลาออกไป ไม่มีใครง้อให้มาเรียนสักหน่อย" อันนี้ เหมือนวงล้อที่หมุนเวียนทับกันเสมอมา เพราะรุ่นพี่ก็พูดกับเราอย่างนี้ พอถึงเวลาเราเป็นรุ่นพี่ ... เราก็พูดกับรุ่นน้องอย่างนั้นเหมือนกัน (เวรกรรม)

พิธีที่สำคัญอีกพิธีหนึ่ง จะจัดขึ้นช่วงฤดูหนาว ประมาณพฤจิกายน คือ พิธีสวมแหวนรุ่นและแต่งกายชุดใหญ่ เหมือนทหารเรืออย่างกับแกะ คือ เสื้อสีน้ำเงิน กางเกงขาว หมวกสีขาว ....เท่ห์มาก พิธีจัดขึ้นเพื่อประกาศว่า เราเป็นสมาชิกสถาบันการศึกษาโดยภาคภูมิแล้ว แน่นอนครับ พิธีการ "บูชาแหวนและขุดแหวนรุ่น" คือสิ่งสำคัญที่วัดความอดทน และสร้างความภาคภูมิใจให้พวกเราได้เสมอ

วันทำพิธีสวมแหวนรุ่น คือ วันที่รุ่นพี่ปีสอง สวมแหวนรุ่นให้แล้วเราก็สวนสนามผ่าน "ซุ้มแหวน" ขนาดใหญ่ ที่ทางโรงเรียนเตรียมทหารจัดให้ รุ่นพี่จะฝากรอยจารึกของแหวนเอาไว้ โดยเอาหัวแหวนด้านที่มีร่องรอยคม ๆ หันเข้าหานิ้วนางกับนิ้วกางหรือนิ้วก้อย แล้วจับมือแสดงความยินดี ... เขาไม่ได้จับมือเปล่า ๆ หรอก เขาบีบอย่างแน่นเลยละครับ เลือดไหลซิบ ๆ เลยละครับ



การแต่งชุดใหญ่ มีวงจรสั้น ๆ เฉพาะช่วงฤดูหนาว ดูมันหล่อไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนเป็นแถวเป็นหมู่ รอที่ป้ายรถเมล์ตัวตรง ในร่มมีก็ไม่ยืน เราต้องยืนตากแดด ขึ้นรถเมล์มีที่นั่งว่าง น้อยกว่า ๕ ที่ เราก็ไม่นั่ง เพราะต้องเสียสละให้ประชาชนที่อ่อนแอกว่าเรา แต่เราต้องเสียค่าเสริมความหล่อ อาทิตย์ละ ๔๐ บาท เป็นค่าซักแห้งราคาประหยัดให้กับแม่ค้าที่มารับจ้างซักผ้าเสริมรายได้ ในโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นลูกเมียของทหารชั้นประทวนของโรงเรียนนั่นแหละครับ

กิจกรรมระหว่างภาคเรียนที่สำคัญ คือ กีฬาสานสัมพันธ์อันลึกซึ้ง (?) ระหว่าง "เตรียมทหาร" กับ "เตรียมอุดม" ซึ่งมีกีฬาที่แข่งขันกันไม่กี่อย่าง เช่น วอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล ซึ่งเราไม่เคยแพ้แน่ ๆ เพราะเรื่องกำลังกายเราถนัดครับ ... กิจกรรมนี้ มีการแลก "จักรดาว" เครื่องหมายโรงเรียนเตรียมทหาร กับ "พระเกี้ยว" เครื่องหมายโรงเรียนเตรียมอุดม .... การแลกเปลี่ยนสัญลักษณ์นี้ คือ สัญญาณบอกเหตุที่ดีว่าจะมีอะไรตามมาในอนาคต .....


พระเกี้ยว กับ จักรดาว ที่จะถูกแลกเปลี่ยน ระหว่างนักเรียนเตรียมอุดุม กับเตรียมทหาร


"มิตรภาพ" ครับ .... ไม่ใช่สิ่งอื่น (อย่าคิดลึก) ตามมาจากการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนเตรียมฯ ใครโชคดี ก็มีสาว ๆ โรงเรียนเตรียมอุดม เป็นแฟนน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋ม กันไป .... ตามเรื่องตามราวของหนุ่มสาวครับ

เมื่อถึงปิดภาคการศึกษา ทางโรงเรียนเตรียมทหาร ได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาดูงานเหล่าทัพ ทั้งของทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ ตามภาคต่าง ๆ สมัยผม ได้ไปนั่งเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในยุค ปี พ.ศ.๒๕๓๑ โน่น ที่สัต////บ ชลบุรี ไปดูงานภาคอิสาน ที่ขอนแก่น ดูงานกิจการกองทัพอากาศที่เชียงใหม่ เป็นต้น

ขอนแก่นสมัยนั้น มันช่างแห้งแล้งจริง ๆ จำได้ว่า ผมซึ่งเป็นนักกีฬาของโรงเรียนเตรียมทหาร โชคดีหน่อย ได้ไปฝึกซ้อมกีฬาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มันสมชื่อว่าเป็น ม. ดินแดง จริง ๆ ไม่เห็นต้นไม้แม้แต่น้อย ... ร้อนชะมัด ...

ที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากดูงานกองบินทหารอากาศ กับค่ายดารารัศมี ของตำรวจตะเวนชายแดนแล้ว ยังได้ไปเที่ยวที่ดอยสุเทพฯ กับอีกหลายแห่งแล้ว อีกทั้ง ยังได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียนยุพราช กับโรงเรียนเตรียมทหาร ด้วย แต่โชคไม่ดีเลย ผมจำบรรยากาศไม่ค่อยได้แล้วละ มันนานไปหน่อย จำได้แต่ว่า แข่งกีฬาเท่านั้นแหละครับ


การฝึกภาคทะเลของพวกเรา ... ก่อนขึ้นเรือรบหลวงฯ ต้องทำความเคารพเสมอ ....


การเข้าโรงเรียนเตรียมทหารของชายวัยหนุ่มอย่างพวกผมที่มาจากบ้านนอก ที่มีฐานะไม่ค่อยดี นับว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ของพวกผมอย่างมาก ผมจำได้ดีครับ เพื่อนบางคนเห็นทะเลปั๊บ กระโดดเข้าใส่ทันที มันมาจากอุดร ... มันไม่เคยเห็นทะเล และไม่เคยนอนเตียง คงเหมือนกับผมนั่นแหละ ผมก็ไม่เคยไป "ขอนแก่น" และ "เชียงใหม่"

การเดินทางไปดูงานต่างจังหวัดตามที่โรงเรียนเตรียมทหารจัด จึงเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัดครั้งแรกของผมเลยก็ว่าได้ ที่ไกลเกินปริมาณมณฑลบ้านเกิดของตัวเอง แต่ผมยังเคยนอนเตียง .... แต่////ป๊อก เพื่อนผมดิ มมันไม่เคยนอนเตียง มันขึงผ้าปูที่นอนไม่เป็น ท่านคงคิดในใจ อะไรฟะ ...แค่เอาผ้ามาปูเตียงทำไม่เป็นได้ไง มันมีขั้นตอนเยอะนะครับ เพราะต้องใช้เข็มกลัด กลัดผ้าปู้เตียงให้ตึง โยนเหรียญลงไป ต้องกระเด้งขึ้นมา ไม่ใช่ยับ ๆ ยู่ ๆ ครับ

มันขอให้ผมปูผ้าปูที่นอนให้ ผมนึกในใจ ////ห่าเอ๋ย มันคงลูกคุณหนูสุด ๆ ผ้าปูที่นอน ก็ยังทำไม่เป็น ที่ไหนได้ มันบอกว่า มันเคยแต่นอนเสื่อ ไม่เคยมีเตียงให้นอน มันจะทำเป็นได้ไง เอาเป็นว่า เห็นใจมันครับ ก็ช่วยกันไปครับ



ภาพมอบประกาศนียบัตร "เรียนดี" และ "ลักษณะทหารดี" ในคืนสุดท้ายของพวกเรา หลังสำเร็จการศึกษา


การเรียนเตรียมทหาร ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกันกับคนที่มาจากหลายถิ่นฐาน หลากหลายวัฒนธรรม ทั้งอิสาน เหนือ ใต้ ออก ตก บ้านนอกสุด ๆ จนรวยล้นฟ้า ทุกคนโดนลงโทษ เมื่อทำผิดกฎระเบียบของโรงเรียนโดยเสมอภาคกัน หรือ เมื่อมีพิธีการ "ขุด" อะไร ต่อมิอะไร ทั้งหลายแหล่ ที่ผมได้พูดไปแล้ว ทุกคนโดนเหมือนกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน เล่นกีฬาหลายสิบอย่างมาด้วย ไม่รู้เขาจะสอนอะไรกันนักกันหนา เรื่องกีฬาเนี่ย สอนมันตั้งแต่ฟันดาบ รักบี้ การยกน้ำหนัก ไอกิโด้ ฯลฯ มากมายจริง ๆ

ผมว่าชีวิตผมส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น ได้รับการหล่อหลอมที่นี่ ทั้งลักษณะทหาร ลักษณะผู้นำ ความรักชาติ วิชาความรู้ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว .... ขอบพระคุณผู้หมวด ผู้กอง กรมนักเรียน คณาจารย์ที่รักเคารพทุกท่าน ผมไม่เคยลืมบุญคุณของทุกท่านเลย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองอภิบาลให้ท่านอยู่เย็นเป็นสุข มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ตลอดไป เคารพอย่างสุดซึ้งจากหัวใจ

ผมไม่เคยลืมเพลงมาร์ชโรงเรียนเตรียมทหารเลย แม้จะผ่านมานานเกือบ ๒๐ ปีแล้วก็ตาม ... จักรดาว คือ บ้านของเรา ครับ.....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า



พันตำรวจโท วีรนิสภ์  รุมแสง ยินดีรับใช้ทุกท่าน ด้วยความเต็มใจ ครับ
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« previous next »
กระโดดไป:  

เข้าระบบ  สมัครสมาชิกใหม่  เว็บบอร์ด  ห้องภาพ   เกมส์ 

พลตำรวจโท วุฒิ พัวเวส  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1   กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 

JAZ Airhostess  Thai Jaidee Dot Com  Police Cadet 49  Saranair Dot Com  Wine Lover Society v CopThailand

อัลบั้มภาพใจดี  BCC 138  Police Cadet 49  3sisbedandbreakfast รำพึงเพลส

Powered by MySQL Powered by PHP
© 2005 Modified by v Cop Thailand.
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!