บันทึกความทรงจำ: ชีวิตนักเรียนเตรียมทหาร (ตอน ๒)
ตอนแรกว่า จะปิดบล๊อกกลุ่มนี้ แต่มีเสียงเรียกร้อง ให้เขียนต่อไป เลยเป็นว่า where where is where where คือ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ (ภาษาอังกฤษของผม สุดยอดเลยไหมครับ)

นึกถึงชีวิตนักเรียนเตรียมทหารแล้ว ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งเศร้าและเหงาหงอย ระคนกับความรู้สึกหึกเหิม รักชาติ และหวงแหนแผ่นดินไทย อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ใครไม่เคยผ่านจุดนี้ อาจจะจินตนาการลำบากหน่อยนะครับ
ชีวิตที่แสนจะเศร้าที่สุด คือ ช่วงเป็นนักเรียนเตรียมทหารใหม่ ๆ ช่วงปรับปรุงลักษณะทหารที่ต้องตื่นตั้งแต่ยังไม่ทันได้ล้างหน้าไก่ เอ้ยตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่โน่น ไม่น่าเชื่อนะครับ พวกเรากินข้าวเป็นกะละมัง วิ่งเหมือนม้า ว่ายน้ำเหมือนปลา แต่มันเหนื่อยล้าสุดกำลัง ช่วงเริ่มต้นชีวิตนักเรียนใหม่ พวกเราจะตะโกนในใจพร้อมกับระบายกันเองระหว่างเพื่อนว่า "ชีวิตกูทำไม มันรัดทนนัก" หรือไม่ก็ "ทำไม กูต้องมาอยู่ที่นี่วะ"
คำขวัญที่ต้องท่องทุกวันก่อนรับประทานอาหารและหลังเคารพธงชาติที่ว่า
"ตายเสียดีกว่า ที่จะละทิ้งหน้าที่" ก็ถูกแปลงเป็นว่า
"ตายเสียดีกว่า ที่จะอยู่ที่นี่" ไปซะงั้น
แต่จนแล้วจนรอด ทุกคนก็ทนมันมาได้ แถมมองย้อนหลังกลับไปแล้ว ยังเก็บเอามันมาคุยเล่นได้อย่างสนุกสนาน ไม่น่าเชื่อนะครับว่าตัวเอง จะผ่านจุดนั้นมาได้ ที่คนเราต้องวิ่งวันละเป็นสิบกิโลเมตร ดันพื้น (วิดพื้น) วันละหลายร้อยครั้ง ตามจังหวะการสั่งของรุ่นพี่ และนายทหาร-นายตำรวจปกครองที่ท่านบริหารปาก โดยการพูด แต่จำนวนครั้ง (ยก) ที่สั่งให้เราทำการออกกำลังกายเป็นท่าทางต่าง ๆ ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ยันดึกดื่นของแต่ละวัน

หลังปรับปรุงลักษณะทหารแล้ว เราก็ได้ประดับจักรดาวบนหน้าอกในวันครู คราวนั้นรู้สึกภาคภูมิใจมากที่เราได้มีจักรดาวประดับบนหน้าอก แสดงถึงการเป็นสมาชิกใหม่ของ
"สุภาพบุรุษพระรามสี่" แล้ว
จะว่าไปจริง ๆ ชุดนักเรียนเตรียมทหารช่วงแรก มันช่างตลกสิ้นดี ไม่ได้หล่อแบบภาพข้างบนหรอกครับ แต่ช่วงแรก ๆ เราก็ใส่เสื้อผ้าแบบนักเรียนมัธยมปลายทั่วไปนั่นแหละ โดยมีเสื้อนักเรียนแบบมีสาบติดกระดุมคอเรียบร้อย ส่วนกางเกงนั้น ก็เป็นกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินยาวถึงหัวเข่า ร้องเท้าหนังสีดำ ถุงเท้ายาวเกือบถึงหัวเข่า นักเรียนเตรียมทหาร ก็ตัดผมเกรียนยาวไม่ถึง ๐.๕ เซ็นติเมตร โอ้... ลองจินตนาการดูเอาเองนะครับ หัวเหมือนหลวงจีนวัดเส้าหลิน ถูกจับมาใส่ชุดกำนัน .... หรือ นักเรียนโบราณ อะไรทำนองนั้น เดินตัวตรง ถือกระเป๋าดำ ... เหมือนกับหุ่นยนต์อย่างไงอย่างงั้น

ผมเชื่อว่า ในขณะนั้น นักเรียนเตรียมทหารทุกคนคงคิดตรงกันว่ามันช่างเท่ห์จริง ๆ เลย โดยเฉพาะ เมื่อต้องเดิน "ยืดอก เก็บคาง ตามองตรงไปข้างหน้า " เหมือนหุ่นยนต์ เรียงกันเป็นทิวแถว ถึงป้ายรถเมล์เขามีหลังคากันแดด และที่นั่งให้ เราก็หยิ่งอีก ต้องไปยืนกลางแดด เพื่อแสดงศักยภาพว่าเราเข้มแข็ง บึกบึน อย่างเท่ห์ว่างั้นเหอะ ...
พวกเราต้องแต่งชุดที่แสนจะเหมือนกำนันอยู่อย่างนั้นสักสองเดือนกว่า ๆ เราก็ได้แต่งชุดนักเรียนเตรียมทหารจริง ๆ คือ เป็นกางเกงทหารบกสีเขียว เสื้อเป็นสีขาวแขนยาวเหมือนทหารเรือ หมวกเป็นสีเทาออกน้ำเงินแบบทหารอากาศ หน้าหมวกเป็นสัญลักษณ์คล้ายตราแผ่นดินของตำรวจ ถือกระเป๋าหนังอย่างเท่ห์ รองเท้าหนังสีดำ แต่ขัดมันเสียจน "ส่องเห็นขี้ฟัน" แทนกระจกได้ .... จริง ๆ นะครับ ผมไม่ได้โม้ ..
แต่ไม่ใช่ว่าจะได้แต่งกายหล่อ ๆ แบบนี้ได้ง่าย ๆ หรอกครับ เขามีพิธีเรียกว่า "การขุดจักรดาว" และ "ขุดชุดเครื่องแบบ" ซึ่งก็คือ การทดสอบความอดทนร่างกายและจิตใจ กลางค่ำกลางคืน ก็อย่าหวังว่าจะได้หลับได้นอน รุ่นพี่ ๆ เขากลัวเราไม่ภูมิใจ เขาจะคอยมาปลุก แล้วสั่งให้เราออกกำลังกายตลอดทั้งคืน ก่อนพิธีการอันศักดิ์จะเริ่มต้นขึ้น .... แต่ทุกคนก็ผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่มีใครตายเพราะการออกกำลังกาย .... มีแต่จะได้กำลัง และความแข็งแกร่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น
นักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ๆ และผู้บังคัญชา จะบังคับให้เราท่องบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า "ความทุกข์ที่เกินทน จะหลอมคนให้ทนทาน" ซึ่งก็จริงอย่างไม่อาจเถียงได้เลย เพราะจริง ๆ มนุษย์เรามีความอดทนกว่าที่เราคิดไว้ได้กว่า ๑๐ เท่าเลยทีเดียว รุ่นพี่ ๆ เขาก็ทราบดีว่า การออกกำลังกายขนาดไหน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตร่างกาย และหลักที่สำคัญ คือ ห้ามถูกเนื้อต้องตัว กัน เพราะมันเกิดอารมณ์โมโหได้ง่าย แบบว่า ขืนอนุญาตให้รุ่นพี่ ตบกะบาลเราได้ คงมีได้ "สวน" กันมั่งแหละ ... เขาจึงให้สั่งออกกำลังกายได้อย่างเดียว แต่ห้ามใช้กำลังกายต่อร่างกายของรุ่นน้องโดยเด็ดขาด
แต่ที่มันน่า "เจ็บใจ" สำหรับทุก ๆ รุ่น ผมว่านะครับ คือ "รุ่นพี่" ก็มักจะพูดเสมอว่า รุ่นตัวเอง โดนฝึกฝนมาหนักหนาสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ง่าย ๆ ก็คือ คุยทับกันนั่นแหละ ในทำนองว่า "รุ่นเอ็งมันอ่อน" แต่ "รุ่นข้ามันโดนมาหนักกว่ารุ่นเอ็งนัก" พร้อมกับคำพูดว่า "ใครทนไม่ได้ ก็ลาออกไป ไม่มีใครง้อให้มาเรียนสักหน่อย" อันนี้ เหมือนวงล้อที่หมุนเวียนทับกันเสมอมา เพราะรุ่นพี่ก็พูดกับเราอย่างนี้ พอถึงเวลาเราเป็นรุ่นพี่ ... เราก็พูดกับรุ่นน้องอย่างนั้นเหมือนกัน (เวรกรรม)
พิธีที่สำคัญอีกพิธีหนึ่ง จะจัดขึ้นช่วงฤดูหนาว ประมาณพฤจิกายน คือ พิธีสวมแหวนรุ่นและแต่งกายชุดใหญ่ เหมือนทหารเรืออย่างกับแกะ คือ เสื้อสีน้ำเงิน กางเกงขาว หมวกสีขาว ....เท่ห์มาก พิธีจัดขึ้นเพื่อประกาศว่า เราเป็นสมาชิกสถาบันการศึกษาโดยภาคภูมิแล้ว แน่นอนครับ พิธีการ "บูชาแหวนและขุดแหวนรุ่น" คือสิ่งสำคัญที่วัดความอดทน และสร้างความภาคภูมิใจให้พวกเราได้เสมอ
วันทำพิธีสวมแหวนรุ่น คือ วันที่รุ่นพี่ปีสอง สวมแหวนรุ่นให้แล้วเราก็สวนสนามผ่าน "ซุ้มแหวน" ขนาดใหญ่ ที่ทางโรงเรียนเตรียมทหารจัดให้ รุ่นพี่จะฝากรอยจารึกของแหวนเอาไว้ โดยเอาหัวแหวนด้านที่มีร่องรอยคม ๆ หันเข้าหานิ้วนางกับนิ้วกางหรือนิ้วก้อย แล้วจับมือแสดงความยินดี ... เขาไม่ได้จับมือเปล่า ๆ หรอก เขาบีบอย่างแน่นเลยละครับ เลือดไหลซิบ ๆ เลยละครับ

การแต่งชุดใหญ่ มีวงจรสั้น ๆ เฉพาะช่วงฤดูหนาว ดูมันหล่อไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนเป็นแถวเป็นหมู่ รอที่ป้ายรถเมล์ตัวตรง ในร่มมีก็ไม่ยืน เราต้องยืนตากแดด ขึ้นรถเมล์มีที่นั่งว่าง น้อยกว่า ๕ ที่ เราก็ไม่นั่ง เพราะต้องเสียสละให้ประชาชนที่อ่อนแอกว่าเรา แต่เราต้องเสียค่าเสริมความหล่อ อาทิตย์ละ ๔๐ บาท เป็นค่าซักแห้งราคาประหยัดให้กับแม่ค้าที่มารับจ้างซักผ้าเสริมรายได้ ในโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ ก็เป็นลูกเมียของทหารชั้นประทวนของโรงเรียนนั่นแหละครับ
กิจกรรมระหว่างภาคเรียนที่สำคัญ คือ กีฬาสานสัมพันธ์อันลึกซึ้ง (?) ระหว่าง "เตรียมทหาร" กับ "เตรียมอุดม" ซึ่งมีกีฬาที่แข่งขันกันไม่กี่อย่าง เช่น วอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล ซึ่งเราไม่เคยแพ้แน่ ๆ เพราะเรื่องกำลังกายเราถนัดครับ ... กิจกรรมนี้ มีการแลก "จักรดาว" เครื่องหมายโรงเรียนเตรียมทหาร กับ "พระเกี้ยว" เครื่องหมายโรงเรียนเตรียมอุดม .... การแลกเปลี่ยนสัญลักษณ์นี้ คือ สัญญาณบอกเหตุที่ดีว่าจะมีอะไรตามมาในอนาคต .....

พระเกี้ยว กับ จักรดาว ที่จะถูกแลกเปลี่ยน ระหว่างนักเรียนเตรียมอุดุม กับเตรียมทหาร
"มิตรภาพ" ครับ .... ไม่ใช่สิ่งอื่น (อย่าคิดลึก) ตามมาจากการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองโรงเรียนเตรียมฯ ใครโชคดี ก็มีสาว ๆ โรงเรียนเตรียมอุดม เป็นแฟนน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋ม กันไป .... ตามเรื่องตามราวของหนุ่มสาวครับ
เมื่อถึงปิดภาคการศึกษา ทางโรงเรียนเตรียมทหาร ได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาดูงานเหล่าทัพ ทั้งของทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ ตามภาคต่าง ๆ สมัยผม ได้ไปนั่งเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในยุค ปี พ.ศ.๒๕๓๑ โน่น ที่สัต////บ ชลบุรี ไปดูงานภาคอิสาน ที่ขอนแก่น ดูงานกิจการกองทัพอากาศที่เชียงใหม่ เป็นต้น
ขอนแก่นสมัยนั้น มันช่างแห้งแล้งจริง ๆ จำได้ว่า ผมซึ่งเป็นนักกีฬาของโรงเรียนเตรียมทหาร โชคดีหน่อย ได้ไปฝึกซ้อมกีฬาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มันสมชื่อว่าเป็น ม. ดินแดง จริง ๆ ไม่เห็นต้นไม้แม้แต่น้อย ... ร้อนชะมัด ...
ที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากดูงานกองบินทหารอากาศ กับค่ายดารารัศมี ของตำรวจตะเวนชายแดนแล้ว ยังได้ไปเที่ยวที่ดอยสุเทพฯ กับอีกหลายแห่งแล้ว อีกทั้ง ยังได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง โรงเรียนยุพราช กับโรงเรียนเตรียมทหาร ด้วย แต่โชคไม่ดีเลย ผมจำบรรยากาศไม่ค่อยได้แล้วละ มันนานไปหน่อย จำได้แต่ว่า แข่งกีฬาเท่านั้นแหละครับ

การฝึกภาคทะเลของพวกเรา ... ก่อนขึ้นเรือรบหลวงฯ ต้องทำความเคารพเสมอ ....
การเข้าโรงเรียนเตรียมทหารของชายวัยหนุ่มอย่างพวกผมที่มาจากบ้านนอก ที่มีฐานะไม่ค่อยดี นับว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ของพวกผมอย่างมาก ผมจำได้ดีครับ เพื่อนบางคนเห็นทะเลปั๊บ กระโดดเข้าใส่ทันที มันมาจากอุดร ... มันไม่เคยเห็นทะเล และไม่เคยนอนเตียง คงเหมือนกับผมนั่นแหละ ผมก็ไม่เคยไป "ขอนแก่น" และ "เชียงใหม่"
การเดินทางไปดูงานต่างจังหวัดตามที่โรงเรียนเตรียมทหารจัด จึงเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัดครั้งแรกของผมเลยก็ว่าได้ ที่ไกลเกินปริมาณมณฑลบ้านเกิดของตัวเอง แต่ผมยังเคยนอนเตียง .... แต่////ป๊อก เพื่อนผมดิ มมันไม่เคยนอนเตียง มันขึงผ้าปูที่นอนไม่เป็น ท่านคงคิดในใจ อะไรฟะ ...แค่เอาผ้ามาปูเตียงทำไม่เป็นได้ไง มันมีขั้นตอนเยอะนะครับ เพราะต้องใช้เข็มกลัด กลัดผ้าปู้เตียงให้ตึง โยนเหรียญลงไป ต้องกระเด้งขึ้นมา ไม่ใช่ยับ ๆ ยู่ ๆ ครับ
มันขอให้ผมปูผ้าปูที่นอนให้ ผมนึกในใจ ////ห่าเอ๋ย มันคงลูกคุณหนูสุด ๆ ผ้าปูที่นอน ก็ยังทำไม่เป็น ที่ไหนได้ มันบอกว่า มันเคยแต่นอนเสื่อ ไม่เคยมีเตียงให้นอน มันจะทำเป็นได้ไง เอาเป็นว่า เห็นใจมันครับ ก็ช่วยกันไปครับ

ภาพมอบประกาศนียบัตร "เรียนดี" และ "ลักษณะทหารดี" ในคืนสุดท้ายของพวกเรา หลังสำเร็จการศึกษา
การเรียนเตรียมทหาร ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกันกับคนที่มาจากหลายถิ่นฐาน หลากหลายวัฒนธรรม ทั้งอิสาน เหนือ ใต้ ออก ตก บ้านนอกสุด ๆ จนรวยล้นฟ้า ทุกคนโดนลงโทษ เมื่อทำผิดกฎระเบียบของโรงเรียนโดยเสมอภาคกัน หรือ เมื่อมีพิธีการ "ขุด" อะไร ต่อมิอะไร ทั้งหลายแหล่ ที่ผมได้พูดไปแล้ว ทุกคนโดนเหมือนกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน เติบโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน เล่นกีฬาหลายสิบอย่างมาด้วย ไม่รู้เขาจะสอนอะไรกันนักกันหนา เรื่องกีฬาเนี่ย สอนมันตั้งแต่ฟันดาบ รักบี้ การยกน้ำหนัก ไอกิโด้ ฯลฯ มากมายจริง ๆ
ผมว่าชีวิตผมส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่น ได้รับการหล่อหลอมที่นี่ ทั้งลักษณะทหาร ลักษณะผู้นำ ความรักชาติ วิชาความรู้ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว .... ขอบพระคุณผู้หมวด ผู้กอง กรมนักเรียน คณาจารย์ที่รักเคารพทุกท่าน ผมไม่เคยลืมบุญคุณของทุกท่านเลย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองอภิบาลให้ท่านอยู่เย็นเป็นสุข มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ตลอดไป เคารพอย่างสุดซึ้งจากหัวใจ
ผมไม่เคยลืมเพลงมาร์ชโรงเรียนเตรียมทหารเลย แม้จะผ่านมานานเกือบ ๒๐ ปีแล้วก็ตาม ... จักรดาว คือ บ้านของเรา ครับ.....